หากไม่อยากให้บัตรเครดิตมาครอบงำชีวิตของเราได้ เรามีวิธีใช้บัตรเครดิตมาให้เกิดประโยชน์สูงสุด (เราจะขอยกตัวอย่างบัตรขึ้นมา อาจมีการเปลี่ยนแปลงในเงื่อนไขของแต่ละประเภทบัตรเครดิต
ตามวันและเวลาที่เปลี่ยนไป ขึ้นอยู่กับแต่ละธนาคาร
แต่ข้อมูลที่กล่าวถึงต่อไปนี้ เป็นประสบการณ์จากการใช้บัตรของผู้เขียน -
ถึงวันที่ 25 สิงหาคม 2556)
ศึกษาโปรโมชั่นบัตรเครดิตและเงื่อนไขต่างๆ ของแต่ละบัตรก่อนสมัครบัตรเครดิต และเลือกใช้บัตรที่ตรงกับไลฟ์สไตล์ของเรา **โปรดพิจารณาเรื่องระยะเวลาของโปรโมชั่นบัตรเครดิต บางบัตรเสนอโปรโมชั่นพิเศษสุดๆ แต่อยู่ได้แค่ 3 เดือน หลังจากนั้น เราใช้รูดไปตั้งเยอะ มารู้ตัวอีกที ก็ตอนที่เห็นใบแจ้งยอดแล้วว่าไม่ได้เงินคืน
เราขอยกตัวอย่างการเลือกบัตรเครดิตดังนี้
- หากเราบินสายการบินไทยบ่อยๆ เลือก บัตร KTC Royal Orchid Plus เพื่อสะสมไมล์แลกซื้อตั๋วบิน
- หากเราช้อปปิ้งที่เซ็นทรัลบ่อยๆ เลือก บัตร Central Card ลด 5% เมื่อซื้อสินค้าในตัวห้างฯ
- หากเราช้อปปิ้งที่พารากอน เดอะมอลล์ เอ็มโพเรียม เลือก บัตร Citi M Visa ลด 5% เมื่อซื้อสินค้าในตัวห้างฯ ฯลฯ
- หากเราเติมน้ำมันบ่อยๆ เลือกบัตรที่มี cash back ที่คืนเงินให้สูงๆ เช่น บัตร SCBT (Standard Chartered) 4-7% ทุกๆ800บาท ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขของแต่ละบัตรและระยะเวลาของโปรโมชั่น รายละเอียดเพิ่มเติมหาอ่านได้ที่เว็ปไซต์ของธนาคารผู้ออกบัตร
- หากเราจ่ายค่าน้ำ ค่าไฟ เองอยู่แล้ว หากชำระตามตัวแทน เช่น 7-eleven ก็จะมีค่าธรรมเนียม 15บาท
หากเราผูกกับบัตรเครดิต ก็จะไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียม
แถมบัตรเครดิตของบางธนาคารยังสะสมคะแนนให้อีกด้วย เช่น
บัตรเครดิตของกสิกรไทย (บัตรเครดิตส่วนใหญ่
จะไม่สะสมคะแนนให้การชำระค่าสาธารณูปโภค)
ระวังค่าธรรมเนียมรายปี
ส่วนใหญ่จะได้สิทธิ์ฟรีค่าธรรมเนียมปีแรก
ในปีถัดไปต้องมีการใช้จ่ายรายเดือน/รายปีครบตามที่ธนาคารกำหนด
แต่หากใช้จ่ายไม่ถึงจริงๆ ก็สามารถโทรไปขอละเว้น (Wave)
ค่าธรรมเนียมรายปีได้เมื่อครบปี แต่พอถึงเวลา ใครจะมานั่งจำว่าครบปีแล้ว
จึงควรพยายามหลีกเลี่ยงบัตรที่มีค่าธรรมเนียมรายปี ดีที่สุด
หรือรอจนมันคิดค่าธรรมเนียมรวมอยู่ใน Statement แล้ว ค่อยโทรไปขอละเว้น
ทางธนาคารก็จะให้ชำระแค่ยอดที่ยังไม่รวมค่าธรรมเนียม หรือหากขอละเว้นไม่ทัน
ทางธนาคารก็จะเครดิตเงินคืนกลับมาให้ ในรอบบิลถัดไป
จดบันทึกสิ่งสำคัญหลักๆ ของบัญชีบัตรเครดิต เมื่อ
ได้บัตรที่ถูกใจ แล้วก็ควรจดบันทึกหรือเก็บบิลรายเดือนไว้
เพื่อใช้ดูและติดตามชำระบัตรในแต่ละรอบบิล สิ่งสำคัญดังกล่าว
ได้แก่ วันตัดรอบบิล (Cut-off Date) วันครบกำหนดชำระ (Payment Due
Date) วงเงินบัตรเครดิต (Credit Line) หรืออาจจะดูดอกเบี้ย (Interest Rate)
ดูเผื่อไว้กันพลาด
ส่วนใหญ่ธนาคารจะให้เครดิตระยะเวลาปลอดดอกเบี้ยสูงสุดถึง 45-55 วัน
หรือนับเป็น 15-25 วันนับจากวันตัดยอดบิล
- KTC, กสิกร, กรุงเทพ, Citibank 15 วัน
- Central Card 20 วัน
- SCBT (Standard Chartered) 25 วัน
วางแผนรายรับรายจ่าย เมื่อ
ทราบวันครบกำหนดชำระแล้ว ก็วางแผนรายรับรายจ่ายของตนเอง
เพื่อให้เหลือเงินเพียงพอมาชำระหนี้ภายในวันที่กำหนด
เท่านี้ก็จะไม่สร้างความเดือดร้อนให้ตนเองในภายหลัง
เพื่อให้มั่นใจว่าเราไม่ลืมชำระบัตรทุกงวด
เราสามารถชำระบัตรเครดิตโดยหักจากบัญชีได้ (Direct Debit)
ควรเปิดบัญชีออมทรัพย์ของธนาคารเดียวกันกับบัตร
เพื่อไม่ให้เสียค่าธรรมเนียมในการหักผ่านบัญชี บางบัตรสามารถหักจาก
บัญชีของ ธนาคารอื่นได้โดยไม่เสียค่าธรรมเนียม เช่น บัตร Citibank
สามารถหักบัญชีธนาคารกสิกร กรุงเทพ กรุงศรีอยุธยา และไทยพาณิชย์ ได้
วิธีนี้บางท่านที่กลัวว่ารายจ่ายจะไม่ได้อยู่ในการควบคุม หมั่นนำสมุดคู่ฝาก
(Passbook) ไปอัพเดทบ่อยๆ เพื่อตรวจดูความเคลื่อนไหว
ซึ่งเดี๋ยวนี้สามารถเช็คผ่านทาง Online Banking หรือ Telephone Banking
ได้แล้ว
ใช้บัตรให้เหมาะสมกับสินค้าและบริการ เมื่อถึงคราวหยิบบัตรออกจากกระเป๋าสตางค์เพื่อใช้รูดซื้อสินค้าและบริการ อย่าลืมสังเกตุว่าสินค้านั้นๆ อยู่ในรายการโปรโมชั่นบัตรเครดิตที่จัดร่วมกับบัตรเครดิต ที่เราถืออยู่ใช่หรือไม่
หากใช่ >> ก็ตรวจดูเงื่อนไขโปรโมชั่นบัตรเครดิตในการใช้ด้วย เพื่อให้มั่นใจว่าเราเล่นเกมตรงตามกติกาแล้วนะ เธอทำอะไรชั้นไม่ได้หรอก หึหึหึ!!
หากไม่ใช่ >>
ก็ไม่เป็นไร หยิบบัตรใบที่เราใช้บ่อยที่สุดขึ้นมาใช้ (เพราะยังไงเดือนนี้
ชั้นก็ต้องไปชำระบัตรใบนี้อยู่แล้ว)
หรือบัตรใบที่คิดว่าสะสมคะแนนได้ดีที่สุด เพราะแต่ละธนาคาร
ของรางวัลหรือบัตรกำนันที่เสนอนั้นคล้ายๆ กันหมด เลือกเอาตามอัธยาศัยเลยจ้า
ที่มา: http://nutthunnie.blogspot.com/2012/01/blog-post.html
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สมัครบัตรเครดิต แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สมัครบัตรเครดิต แสดงบทความทั้งหมด
วันอังคารที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2557
วันอังคารที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2556
บัตรเครดิตคืออะไร? เลือกใช้บัตรเครดิตอะไรดี?
หลายคนเคยสงสัย
ว่าทำไมเราต้องใช้บัตรเครดิต ทำไมต้องสมัครบัตรเครดิต และบัตรเครดิตคืออะไร มีไว้ทำอะไรได้บ้าง
ทำไมเราไปช้อปปิ้งที่ไหน ก็มีแต่คนรูดบัตรเครดิต เดินตามห้างสรรพสินค้า และร้านค้าทั่วไป ก็จะมีโปรโมชั่นบัตรเครดิตเยอะแยะมากมาย บัตรเครดิตกำลังบูมล้นอยู่ในตลาด ไม่ใช่ว่าเพิ่งจะบูม
มันบูมมานานแล้ว หากแต่ว่า กำลังจะยิ่งบูมมากขึ้น ด้วยความที่ใช้ง่าย จ่ายคล่อง และมีคู่แข่งอยู่แทบทุกธนาคาร
ก่อนอื่นเรามาดูกันว่า บัตรเครดิตคืออะไร ทำอะไรได้บ้าง และทําบัตรเครดิตมีข้อดีข้อเสียอย่างไร
บัตรเครดิตคืออะไร ความแตกต่าง ระหว่างบัตรเครดิตและบัตรเดบิต
บัตรเครดิต คือ บัตรที่เราได้รับวงเงิน (Credit) อนุมัติจากธนาคาร
เหมือนเป็นการยืมเครดิตจากธนาคารในการใช้รูดซื้อสินค้า ภายในวงเงินที่ได้รับ
โดยไม่จำเป็นจะต้องมีเงินอยู่ในบัญชี หรือฝากไว้อยู่ในบัตรเลยก็ตาม แล้วจึงค่อยชำระเงินในภายหลังตามรอบบัญชีแต่ละเดือน
บัตรเดบิต คือ บัตรที่เราจะสมัครคู่กับบัญชีออม
ทรัพย์ของธนาคารที่เรามีบัญชีอยู่ บัตรจะผูกกับบัญชีเสมอ หลายคนอาจเข้าใจว่ามันคือบัตรเอทีเอ็ม
ที่สามารถกดเงินสด โอนเงิน หรือชำระเงินได้ แต่ที่จริงแล้ว
บัตรเดบิตทำได้มากกว่าบัตรเอทีเอ็ม มันสามารถรูดซื้อสินค้าได้ด้วย ให้สังเกตบัตร
จะมีสัญลักษณ์ วีซ่าอิเลคตรอน Visa Electron อยู่บนหน้าบัตร
หากเปรียบเทียบบัตรเครดิตและบัตรเดบิต ต่างกันตรงที่ การใช้บัตรเดบิตนั้น
เราจะต้องมีเงินในบัญชีก่อนเท่านั้น เนื่องจากบัตรจะหักเงินจากบัญชีออมทรัพย์ที่ผูกไว้ทันที
ไม่เช่นนั้น จะรูดซื้อสินค้าไม่ผ่าน ส่วนความเหมือนของทั้งคู่ คือ สามารถนำมากดเงินสดได้เหมือนกัน
แต่อย่าเรียกว่าเหมือนเลย เดี๋ยวจะทำให้ผู้อ่านเข้าใจผิด หากกดเงินสดจากบัตรเครดิต
(Cash Advance) จะมีค่าธรรมเนียม 3% ขั้นต่ำ 300-500บาท แล้วแต่ธนาคาร และยอดเงินที่กด จะถูกนำไปคิดใน statement ว่าเรายืมธนาคารมาใช้เป็นเงินสดเท่าไหร่ และยังถูกคิดดอกเบี้ยสำหรับยอดเงินที่กดมาใช้อีก
หากเราไม่ได้ชำระเงินตรงตามกำหนด ซึ่งไม่นิยมใช้กดกัน เพราะว่าดอกเบี้ยสูงถึงประมาณ
25-28% ต่อปี ในขณะที่บัตรเดบิตให้ใช้กดเงินสดที่มีอยู่แล้วในบัญชีออกมาใช้โดยไม่เสียค่า
ธรรมเนียมใดๆ หากกดที่ตู้ของธนาคารเดียวกัน
ในการใช้บัตรเครดิตนั้น หากเราชำระบัตรเครดิตตรงตามกำหนดทุกงวด การใช้บัตรเครดิตก็จะไม่เป็นปัญหาสำหรับเรา แต่ด้วยความสะดวกในการรูดซื้อสินค้าอาจส่งผลให้เราใช้จ่ายเกินตัว
และไม่สามารถชำระ "หนี้" ได้ทัน
ก็จำต้องจ่ายดอกเบี้ยตามข้อเสนอของธนาคาร โดยชำระขั้นต่ำเพียง 10% และจ่ายดอกเบี้ยอีกประมาณ 20%
ต่อปี นี่คือสาเหตุที่ธนาคารพยายามเชิญชวน (ยัดเยียด)
ให้เราใช้บัตรเครดิต บ้างก็ส่งบัตรมาให้ใช้ถึงที่บ้าน เพียงแค่โทรไปเปิดบัตร ก็สามารถใช้งานได้แล้ว
สิทธิประโยชน์ต่างๆ และข้อดีของบัตรเครดิต
1. มีสิทธิประโยชน์ที่จูงใจผู้ใช้ในหลายหลายรูปแบบ เช่น
- ได้เงินคืน (Cash Back) เงินเครดิตคืนเข้าบัตรในภายหลัง
- ได้ส่วนลด (Discount) ได้ส่วนลดทันที ณ ที่จ่าย
- สะสมคะแนน (Point Reward) สามารถนำไปแลกของหรือคูปองแลกซื้อสินค้าได้อีก
- สามารถแบ่งจ่าย (Pay Lite) เช่น ชำระ 0% 3, 6, 10 เดือน ฯลฯ
สิทธิประโยชน์ต่างๆ และข้อดีของบัตรเครดิต
1. มีสิทธิประโยชน์ที่จูงใจผู้ใช้ในหลายหลายรูปแบบ เช่น
- ได้เงินคืน (Cash Back) เงินเครดิตคืนเข้าบัตรในภายหลัง
- ได้ส่วนลด (Discount) ได้ส่วนลดทันที ณ ที่จ่าย
- สะสมคะแนน (Point Reward) สามารถนำไปแลกของหรือคูปองแลกซื้อสินค้าได้อีก
- สามารถแบ่งจ่าย (Pay Lite) เช่น ชำระ 0% 3, 6, 10 เดือน ฯลฯ
2. พกง่าย ขอแค่จำลายเซนต์ได้ก็พอ
และไม่ต้องพกเงินสดติดตัวเป็นจำนวนมาก (บัตรเดบิตก็ทำได้ หากคุณมีเงินในบัญชีพอ)
3. สามารถซื้อสินค้ามาครอบครองได้เลย
โดยไม่ต้องจ่ายเงินในทันที
และมีโอกาสนำเงินจำนวนนั้นๆไปลงทุนระยะสั้นหรือเก็งกำไรอย่างอื่นได้
4. สามารถใช้ชำระค่าสาธารณูปโภค
และค่าบริการอื่นๆได้ หรือจะหักจ่ายตามรอบบิล Smart Billing ได้อีกด้วย
(ข้อนี้สะดวกมากสำหรับคนที่ไม่มีเวลาไปตามจ่ายค่าน้ำ ค่าไฟ
ค่าโทรศัพท์ ค่าอินเตอร์เน็ต ฯลฯ) รวมทั้งสามารถใช้ซื้อของออนไลน์ผ่านเพย์สบาย
(Paysbuy) หรือ เพย์พอล (Paypal) นั่นเอง
5. มีไว้เท่ห์ๆ หรืออวดฐานะ จากประเภทบัตร เช่น บัตรโกล์ด บัตรแพลตตินัม
บัตรอีลิท ฯลฯ (สำหรับพวกวัตถุนิยม)
ข้อเสียของการใช้บัตรเครดิต
1. เพิ่มหนี้สินให้ตัวเอง และสร้างความกังวลในการชำระหนี้ในภายหลัง ว่าจะครบกำหนดชำระเมื่อไหร่ ยอดจำนวนเท่าไหร่ เป็นต้น
ข้อเสียของการใช้บัตรเครดิต
1. เพิ่มหนี้สินให้ตัวเอง และสร้างความกังวลในการชำระหนี้ในภายหลัง ว่าจะครบกำหนดชำระเมื่อไหร่ ยอดจำนวนเท่าไหร่ เป็นต้น
2. หากไม่ชำระภายในวันที่กำหนดหรือไม่ได้ชำระเต็มจำนวน
จะมีค่าปรับ + ดอกเบี้ย ให้ต้องชำระเพิ่มอีก
3. ดอกเบี้ยสูง เป็นภาระหนี้เพิ่ม
นอกจากจะต้องชำระหนี้เงินต้นแล้วยังมีดอกเพิ่มให้ปวดหัว
4. สร้างความเคยตัวในการใช้เงิน
เพิ่มความฟุ่มเฟือยในชีวิตประจำวัน
สำหรับใครที่อยากสมัครบัตรเครดิตก็ควรจะดูกำลังในการใช้จ่ายของตัวเอง
เมื่อมีบัตรเครดิตแล้วก็ควรจะทำบัญชีรายรับรายจ่ายเพื่อไม่ให้เป็นหนี้และเสียเครดิตได้
เพราะการมีบัตรเครดิตนั้นก็มีทั้งข้อดีและข้อเสีย ขึ้นอยู่ที่การใช้งานของเราเท่านั้นเอง
วันจันทร์ที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2556
สมัครบัตรเครดิต ทำบัตรเครดิต เรื่องที่คุณไม่เคยรู้เกี่ยวกับบัตรเครดิต
รู้หรือไม่ ถ้าคุณมีบัตรเครดิตสองใบ ใบแรกคุณรูดมา 50,000 บาท
พอครบดิวชำระ คุณชำระเต็ม 50,000 บาท
ส่วนใบที่สองคุณคุณรูดมา 50,000 บาทเช่นกัน แต่ชำระแค่ 30,000
บาท เหลือหนี้ไว้ 20,000 บาท บัตรเครดิตใบแรกที่คุณชำระเต็ม
คุณจะไม่มีภาระดอกเบี้ยเลย แต่บัตรเครดิตใบที่สอง
ซึ่งดูเหมือนว่าจะต้องเสียดอกเบี้ยแค่ส่วนที่เป็นหนี้ค้างอยู่ 20,000 บาทเท่านั้น แต่ความจริงไม่ใช่อย่างนั้น คุณต้องเสียดอกโดยคิดจากเงินต้นทั้ง
50,000 บาท โดยนับตั้งแต่วันที่คุณใช้เงิน คุณแค่ชำระล่าช้าไปสองสามวันในเดือนที่ผ่านมา
ซึ่งเรื่องนี้เป็นเรื่องที่คนใช้บัตรเครดิตจำนวนมากไม่เคยรู้
ทั้งนี้วิธีการคิดดอกเบี้ยของธนาคารจะคิดเป็นรายวัน
หมายความว่าอัตราดอกเบี้ยต่อปีที่ธนาคารให้มาถูกหารด้วย 365 วัน
(เช่น 20% หารด้วย 365) และจะนำอัตราดอกเบี้ยรายวัน
(0.054%) ไปคูณกับยอดคงเหลือของคุณทุกวัน
จนกว่าจะจะชำระหนี้ได้ทั้งหมด ดังนั้นก่อนจะหยิบบัตรเครดิตมาใช้ โปรดระวัง!!
เพราะการนำเงินในอนาคตมาใช้ อาจทำให้คุณใช้จ่ายเกินตัว
และเกิดภาระหนี้สินจนถึงขั้นหมดเนื้อหมดตัวได้ ดังนั้นก่อนจะทำบัตรเครดิต สมัครบัตรเครดิต หรือเป็นหนี้เงินกู้ต่างๆ
ควรคิดให้รอบคอบ และประเมินตัวเองว่ามีความสามารถที่จะจัดการกับหนี้สินที่จะเกิดขึ้นได้จริงๆ
หรือไม่
อย่างไรก็ตามหากเป็นคนหนึ่งที่เป็นหนี้บัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคล
มีวิธีการจัดการกับหนี้ทั้งสองง่ายๆ ดังนี้
1. รวบรวมหนี้ทั้งหนี้บัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคลทั้งหมด
เพื่อให้รู้จำนวนหนี้ทั้งหมดในปัจจุบันว่าเป็นเท่าไร
2. แยกประเภทบัตรเครดิต และสินเชื่อส่วนบุคคล
เพื่อเปรียบเทียบอัตราดอกเบี้ยจ่าย โดยชำระหนี้ที่มีอัตราดอกเบี้ยสูงกว่าก่อน เช่น
จ่ายหนี้สินเชื่อส่วนบุคคลที่มีดอกเบี้ยสูงกว่า ก่อนหนี้บัตรเครดิต
3. ลดปริมาณการใช้บัตรเครดิต และสินเชื่อส่วนบุคคล
หากปัจจุบันใช้บัตรหลายใบ ให้คงเหลือใช้เพียง 1 ใบ
เพื่อรักษาวินัยในการใช้จ่าย
4. หยุดการก่อหนี้เพิ่ม
และตั้งใจชำระหนี้อย่างมีวินัย หาทางเพิ่มรายได้และลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นเพื่อให้สามารถชำระหนี้ได้มากขึ้น
เมื่อปลดภาระหนี้แล้ว ควรวางแผนการเงินแบบง่ายๆ ด้วยตัวเอง
หมั่นทำรายรับ-รายจ่ายในแต่ละวัน เพื่อให้รู้ว่าเงินที่ใช้หมดไปกับอะไรบ้าง และก่อนที่จะตัดสินใจทำบัตรเครดิต สมัครบัตรเครดิตนั้นเราต้องรู้จักการควบคุมการใช้จ่ายและรู้กำลังในการใช้จ่ายของเรา
เพื่อไม่เกิดการเสียเครดิตตามมา
ขอบคุณที่มาจาก: money.sanook.com
วันพฤหัสบดีที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2556
สมัครบัตรเครดิตนั้นมีข้อดีและข้อเสียอย่างไร แล้วคุณเลือกใช้บัตรเครดิตแบบไหน
สิ่งสำคัญที่ควรพิจารณาในการเลือกสมัครบัตรเครดิต
1. อัตราดอกเบี้ย
2. ค่าธรรมเนียมต่างๆในการใช้บัตร
3. การให้บริการ
4. ค่าบริการรายปี
5. โปรโมชั่นของบัตรแต่ละประเภท
ประโยชน์ของบัตรเครดิต
ท่านไม่จำเป็นที่จะต้องชำระค่าสินค้าหรือบริการเป็นเงินสด ท่านสามารถใช้บัตรเครดิตของท่านชำระค่าใช้จ่ายได้ทันที โดยเงินสดของท่านก็ยังคงมีอยู่ ที่สำคัญค่าบริการหรือสินค้าที่ท่านใช้จ่ายนั้น ท่านสามารถชำระคืนได้ในภายหลังโดยมีระยะเวลาประมาณ 45-55 วัน แล้วแต่บัตรของธนาคาร
ท่านไม่จำเป็นที่จะต้องชำระค่าสินค้าหรือบริการเป็นเงินสด ท่านสามารถใช้บัตรเครดิตของท่านชำระค่าใช้จ่ายได้ทันที โดยเงินสดของท่านก็ยังคงมีอยู่ ที่สำคัญค่าบริการหรือสินค้าที่ท่านใช้จ่ายนั้น ท่านสามารถชำระคืนได้ในภายหลังโดยมีระยะเวลาประมาณ 45-55 วัน แล้วแต่บัตรของธนาคาร
ท่านไม่จำเป็นที่จะต้องชำระคืนเต็มจำนวน เพราะท่านสามารถเลือกชำระคืนเพียง
5
% ของค่าใช้จ่ายของท่าน บัตรเครดิตยังให้ท่านเบิกถอนเงินสดล่วงหน้า
สำหรับเหตุการณ์ในทุกสถานการณ์ เช่นค่ารักษาพยาบาล ค่าเล่าเรียน และบัตรเครดิตยังมีโปรโมชั่นส่งเสริมการขายมากมาย
ไม่ว่าจะเป็นการผ่อนเครื่องใช้ไฟฟ้าอัตราดอกเบี้ย 0 % การสะสมคะแนนแลกของกำนัลต่างๆ
(เห็นไหมว่าบัตรเครดิตน่าสนใจมากแค่ไหน)
ข้อเสียของการมีบัตรเครดิต
ขึ้นอยู่กับพฤติกรรมของท่านเองว่า ท่านสามารถควบคุมการใช้บัตรของท่านได้ถูกวิธีหรือไม่ หากท่านมีการใช้วงเงินเกิน การชำระคืนของท่านการมีบัตรเครดิตก็เป็นดาบ 2 คมเช่นกัน ดังนั้นเมื่อท่านมีบัตรเครดิต ท่านควรมีวิธีการบริหารการใช้จ่ายอย่างถูกวิธีเพื่อประโยชน์สูงสุดในการบริหารการเงินของตัวท่านเอง
พิจารณาเงื่อนไขในการสมัครบัตรเครดิตของบัตรนั้นๆ เช่น เงินเดือนขึ้นต่ำ เงินเดือนต้องผ่านแบงค์ เป็นต้น
ใช้บัตรเครดิตอย่างฉลาด สินเชื่อหรือเครดิตนั้นมีหลายหลายรูปแบบในประเทศไทย นอกเหนือจากบัตรเครดิตที่ช่วยให้ผู้ถือบัตรมีความยืดหยุ่นและคล่องตัวในการใช้เงินสูงสุดแล้ว ก็ยังมีบัตรเครดิตอีกหลายประเภท อาทิ บัตรเพื่อการกู้ยืมสำหรับนักเรียน การกู้เพื่อวันพักผ่อน การกู้เพื่อซื้อบ้านหรือการจำนอง แม้ว่าบัตรเครดิตเหล่านี้จะมีเงื่อนไขที่แตกต่างกันออกไป แต่มีลักษณะพิเศษร่วมกันบางประการ เช่น ช่วยให้เราคงรูปแบบการใช้ชีวิตตามความปรารถนาได้ โดยไม่ต้องจ่ายเงินครั้งละมากๆ ดังนั้นการใช้บัตรเครดิตอย่างชาญฉลาดจะช่วยให้ผู้ใช้บัตรได้รับประโยชน์ ความปลอดภัย และความสะดวก
ขอบคุณ แหล่งข้อมูล : มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค
วันจันทร์ที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2556
โปรโมชั่นสมัครบัตรเครดิตซิตี้แบงก์รีวอร์ดวันนี้ รับสิทธิประโยชน์มากมาย
สมัครบัตรเครดิตซิตี้แบงก์รีวอร์ดวันนี้ คุณจะได้รับสิทธิประโยชน์มายกมาย สำหรับลูกค้าใหม่ รับ 500 คะแนนสะสม ซิตี้แบงก์ รีวอร์ด เพื่อแลกรับกระเป๋า Citi’s Trolley bag ขนาด 18 นิ้ว มูลค่า 4,590 บาท เมื่อใช้จ่ายผ่าน บัตรฯ 5,000 บาท ภายใน 30 วัน หลังได้รับบัตรฯ |
| พิเศษ รับเพิ่ม!! 5,000 คะแนนสะสมซิตี้แบงก์รีวอร์ด สำหรับการสมัครออนไลน์*รับเพิ่ม 5,000 คะแนนสะสมซิตี้แบงก์ รีวอร์ด* เมื่อมีการ ใช้จ่ายผ่านบัตรฯ ครบ 5,000 บาท ภายใน 30 วัน หลังจาก ได้รับบัตรฯ และสมัครใบแจ้งยอดบัญชีอิเล็กทรอนิกส์ ภายในรอบบัญชีแรก |
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)



